วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556

ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์

คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer) ที่เราใช้กันอยู่ตามบ้านทุกวันนี้ เรียกว่า ไมโครคอมพิวเตอร์ (Micro Computer) ซึ่งในปัจจุบันนั้นได้มีการแบ่งย่อยลงไปเป็นหลายประเภท ได้แก่ คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ หรือ เดสท็อปคอมพิวเตอร์ (Desktop Computer) คอมพิวเตอร์แบบพกพา หรือ แล็บท็อปคอมพิวเตอร์ (Laptop Computer) นอกจากนี้ ยังมีคอมพิวเตอร์มือถือ (Mobile Computer) และคอมพิวเตอร์แท็ปเล็ต (Tablet Computer) ที่กำลังมาแรงในยุคนี้อีกด้วย

ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ หากแบ่งโดยหลักการ จะสามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. หน่วยประมวลผลกลาง หรือ ซีพียู (CPU)

2. หน่วยความจำหลัก หรือ แรม (RAM)

3. อุปกรณ์นำเข้า / ส่งออก (Input / Output)

4. อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (Storage)

แต่หากแบ่งโดยองค์ประกอบทางฮาร์ดแวร์ จะแบ่งได้ดังนี้

- หน่วยประมวลผลกลาง หรือ ซีพียู (CPU)




เป็นส่วนที่ทำหน้าที่เหมือนกับสมองของคอมพิวเตอร์ เป็นส่วนตีความ และประมวลผล ตามชุดของคำสั่งเครื่องจากซอฟแวร์ หน่วยประมวลผลเปรียบเสมือนเป็นสมองของคอมพิวเตอร์ ในการทำหน้าที่ตัดสินใจ หรือคำนวณ จากคำสั่งที่ได้รับมา เช่น การเปรียบเทียบ การกระทำการทางคณิตศาสตร์ ฯลฯ

- แผงวงจรหลัก หรือ เมนบอร์ด (Mainboard)




เมนบอร์ด (mainboard) หรือ มาเธอร์บอร์ด (motherboard) เป็นแผงวงจรหลักของระบบคอมพิวเตอร์ จะเชื่อม ต่อหรือติดตั้งบน Mother Board นี้ทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็น CPU, Harddrive, VGA Card เป็นต้น

สำหรับเมนบอร์ดของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล โดยทั่วไปจะประกอบด้วย หน่วยประมวลผลกลาง, ไบออส และหน่วยความจำหลักพร้อมช่องให้สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์เสริมอื่นๆได้ทั้งอุปกรณ์เสริมภายในและอุปกรณ์เสริมเชื่อมต่อจากภายนอก

- หน่วยความจำหลัก หรือ แรม (RAM)





RAM ย่อมาจาก (Random Access Memory) เป็นหน่วยความจำหลักที่จำเป็น หน่วยความจำ ชนิดนี้จะสามารถเก็บข้อมูลได้ เฉพาะเวลาที่มีกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงเท่านั้นเมื่อใดก็ตามที่ไม่มีกระแสไฟฟ้า มาเลี้ยง ข็อมูลที่อยู่ภายในหน่วยความจำชนิดจะหายไปทันที หน่วยควมจำแรม ทำหน้าที่เก็บชุดคำสั่งและข้อมูลที่ระบบคอมพิวเตอร์กำลังทำงานอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าข้อมูล (Input) หรือ การนำออกข้อมูล (Output)

- ฮาร์ดดิสก์ (Harddisk)




อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่บรรจุข้อมูลแบบไม่ลบเลือน มีลักษณะเป็นจานโลหะที่เคลือบด้วยสารแม่เหล็กซึ่งหมุนอย่างรวดเร็วเมื่อทำงาน การติดตั้งเข้ากับตัวคอมพิวเตอร์สามารถทำได้ผ่านการต่อเข้ากับมาเธอร์บอร์ด (motherboard) ที่มีอินเตอร์เฟซแบบขนาน (PATA) , แบบอนุกรม (SATA) และแบบเล็ก (SCSI)

- การ์ดแสดงผล (VGA Card)




การ์ดแสดงผล หรือ การ์ดจอ (video card หรือ display card) เป็นอุปกรณ์ที่รับข้อมูลเกี่ยวกับการแสดงผลจากหน่วยความจำ มาคำนวณและประมวลผล จากนั้นจึงส่งข้อมูลในรูปแบบสัญญาณเพื่อนำไปแสดงผลยังอุปกรณ์แสดงผล (มักเป็นจอภาพ)

- การ์ดเสียง (Sound Card)




การ์ดเสียง หรือ ซาวน์การ์ด (sound card) คืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่แปลงข้อมูลดิจิทัลที่เก็บรายละเอียดเกี่ยวกับเสียงต่างๆ แปลงเป็นสัญญาณเสียงในรูปแบบสัญญาณทางไฟฟ้า

- โมเดม (Modem)




เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการแปลงสัญญาณ Analog ไปเป็น สัญญาณ Digital และ จาก Digital ไปเป็นสัญญาณ Analog ซึ่งใน คอมพิวเตอร์นั้นจะมีลักษณะสัญญาณเป็นแบบ Digital ดังนั้นจึงต้อง ใช้ Modem ในการแปลงสัญญาณเพื่อที่จะสามารถส่งสัญญาณไปบน สายโทรศัพท์ ธรรมดาได้ วัตถุประสงค์ของ Modem คือใช้ในการ เชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ในระยะทางไกล ๆ ซึ่งที่พบเห็น การคือการเชื่อมต่อ Internet จากบ้านไปยังผู้ให้บริการ Internet (ISP Internet Service Provider)

- การ์ดแลน (Network Card, LAN Card)




Network Card หรือบางครั้งเรียกว่า LAN Card เป็นการ์ดที่ใช้ในการเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่าย โดยการนำคอมพิวเตอร์มาต่อเชื่อมกันผ่าน LAN Card ซึ่งบางครั้งอาจต้องมีอุปกรณ์อื่นเสริม เช่น HUB, Switching, Rounter เป็นต้น ขึ้นอยู่กับขนาดขององค์กร และวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ความเร็วจะมีตั้งแต่ 10 Mbit/sec จนถึงระดับ Gbit/bit ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์และระบบเครือข่ายที่ใช้ว่าเป็นแบบ Bus, Star, Ethernet, Ring, ATM, ISDN เป็นต้น

- จอภาพ (Monitor)




คือส่วนหนึ่งของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่แสดงรูปภาพให้เห็นจากอุปกรณ์ที่สามารถส่งออกวิดีโอ เช่นคอมพิวเตอร์หรือโทรทัศน์ ซึ่งรูปภาพที่ปรากฏสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้และไม่คงอยู่อย่างถาวร จอภาพประกอบด้วยส่วนอุปกรณ์ที่แสดงผลให้เห็น และวงจรอิเล็กทรอนิกส์ภายในที่สร้างรูปภาพจากสัญญาณวิดีโอ อุปกรณ์ที่แสดงผลยุคใหม่จะเป็นจอภาพผลึกเหลวทรานซิสเตอร์แผ่นบาง (thin film transistor liquid crystal display: TFT-LCD) และจอภาพยุคก่อนเป็นหลอดภาพรังสีแคโทด (cathode ray tube: CRT)

- แป้นพิมพ์ หรือ คีย์บอร์ด (Keyboard)




เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ทุกเครื่องจำเป็นต้องมี เป็นอุปกรณ์หลักที่ใช้ในการนำข้อมูลลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยปกติมักจะมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือใกล้เคียง มีแป้นต่างๆ ประมาณร้อยแป้นอยู่บนคีย์บอร์ด (ขึ้นอยู่กับผังแป้นพิมพ์) ซึ่งถอดแบบมาจากเครื่องพิมพ์ดีด

- เมาส์ (Mouse)




คืออุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมตัวชี้บนจอคอมพิวเตอร์ mouse pointerเป็นอุปกรณ์สำคัญในการใช้งานคอมพิวเตอร์ชิ้นหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันถูกออกแบบมาให้มีรูปร่าง ลักษณะ สีสัน ต่างๆกัน บางรุ่นมีไฟประดับให้สวยงาม เพื่อให้เมาะสมกับการใช้งานในแต่ละประเภทและความชื่นชอบของผู้ใช้

ประเภทของไวรัสคอมพิวเตอร์

หากเปรียบเทียบจะเห็นได้เลยว่าไวรัสคอมพิวเตอร์กับไวรัสของมนุษย์ รวมทั้งอาการต่างๆมีความใกล้เคียงกันมากจริงๆจนแทบจะพูดได้เลยว่าเจ้าไวรัสคอมพิวเตอร์นี้ถูกออกแบบมาให้เหมือนกับไวรัสของมนุษย์นั้นเอง



ไวรัสคอมพิวเตอร์ประเภทต่างๆ

ไวรัสคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่

1. บู๊ตเซ็กเตอร์ไวรัส หรือบู๊ตอินเฟ็กเตอร์ไวรัส (Boot Sector Viruses / Boot Infector Viruses) เป็นไวรัสที่แฝงตัวอยู่ในบู๊ตเซ็กเตอร์(ส่วนที่ฮาร์ดดิสก์จะอ่านก่อนข้อมูลอื่น) โดยไวรัสชนิดนี้นะครับจะซ่อนตัวอยู่ในแผ่นฟล็อปปี้ดิสก์ เมื่อมีการอ่านข้อมูลจากฟล็อปปี้ดิสก์ ไวรัสก็จะแฝงตัวเข้าสู่บู๊ตเซ็กเตอร์ของฮาร์ดดิสก์ ทำให้ฮาร์ดดิสก์ของเราติดไวรัส ไวรัสก็จะไปรบกวนการทำงานของคอมพิวเตอร์เมื่อมีการบู๊ตเครื่องใหม่

2. โปรแกรมไวรัส หรือ ไฟล์อินเฟ็กเตอร์ไวรัส (Program Viruses / File Infector Viruses) เป็นไวรัสอีกประเภทหนึ่งที่จะติดอยู่กับโปรแกรม ซึ่งปกติก็คือ ไฟล์ที่มีนามสกุลเป็น .com , .dll หรือ .exe และบางไวรัสสามารถเข้า ไปติดอยู่ในโปรแกรมที่มีนามสกุลเป็น .sys , .bin , .drv และโปรแกรมประเภท Overlay Programsได้ด้วย โปรแกรมโอเวอร์เลย์ปกติจะเป็นไฟล์ที่มีนามสกุลที่ขึ้นต้นด้วย OV วิธีการที่ไวรัสใช้เพื่อที่จะ เข้าไปติดโปรแกรมมีอยู่สองวิธี คือ การแทรกตัวเองเข้าไปอยู่ในโปรแกรมผลก็คือหลังจาก โปรแกรมนั้นติดไวรัสไปแล้ว ขนาดของโปรแกรมจะใหญ่ขึ้น หรืออาจมีการสำเนาตัวเองเข้าไปทับส่วนของโปรแกรมที่มีอยู่เดิมดังนั้นขนาดของโปรแกรมจะไม่เปลี่ยนและยากที่ จะซ่อมให้กลับเป็นดังเดิม

การทำงานของไวรัสนี้ โดยทั่วไป คือ เมื่อมีการเรียกโปรแกรมที่ติดไวรัส ส่วนของไวรัสจะทำงานก่อนและจะถือโอกาสนี้ฝังตัวเข้าไปอยู่ในหน่วยความจำทันทีแล้วจึงค่อยให้ โปรแกรมนั้นทำงานตามปกติต่อไป เมื่อไวรัสเข้าไปฝังตัวอยู่ในหน่วยความจำแล้ว หลังจากนี้ไปถ้ามีการเรียกโปรแกรมอื่นๆ ขึ้นมาทำงานต่อ ตัวไวรัสก็จะสำเนาตัวเองเข้าไป ในโปรแกรมเหล่านี้ทันที เป็นการแพร่ระบาดต่อไป วิธีการแพร่ระบาดอีกแบบหนึ่งคือ เมื่อมีการเรียกโปรแกรมที่มีไวรัสติดอยู่ ตัวไวรัสจะเข้าไปหาโปรแกรมอื่น ๆ ที่อยู่ในดิสก์เพื่อทำสำเนาตัวเองลงไปทันทีแล้วจึงค่อยให้โปรแกรมที่ถูกเรียก นั้นทำงานตามปกติต่อไป

3. โพลีมอร์ฟิกไวรัส (Polymorphic Viruses) เป็นชื่อที่ใช้ในการเรียกไวรัสที่มีความสามารถในการแปรเปลี่ยนตัวเอง ได้เมื่อมีสร้างสำเนา (Copy) ตัวเองเกิดขึ้น ซึ่งอาจแปรเปลี่ยนได้ถึงหลายร้อยรูปแบบ ผลก็คือ ทำให้ไวรัสเหล่านี้ยากต่อการถูกตรวจจับ โดยโปรแกรมตรวจหาไวรัสที่ใช้วิธีการสแกนอย่างเดียว ไวรัสใหม่ ๆ ในปัจจุบันที่มีความสามารถนี้เริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

4. มาโครไวรัส (Macro Viruses) เป็นไวรัสที่จะแฝงตัวติดกับไฟล์ที่เป็นต้นแบบ (Template) ในการสร้างเอกสารต่างๆ หลังจากที่ไฟล์ต้นแบบติดไวรัสแล้ว ทุกๆเอกสารที่เปิดใช้งานแล้วมีการเชื่อมโยงกับไฟล์ต้นแบบนั้นๆก็จะติดไวรัสไปด้วยทำให้ไฟล์เกิดการเสียหายได้

5. สเตลท์ไวรัส (Stealth Viruses) เป็นชื่อเรียกไวรัสที่มีความสามารถในการพรางตัวต่อการตรวจจับได้ เช่น ไฟล์อินเฟ็กเตอร์ ไวรัสประเภทที่ไปติดโปรแกรมใดแล้วจะทำให้ขนาดของ โปรแกรมนั้นใหญ่ขึ้น ถ้าโปรแกรมไวรัสนั้นเป็นแบบสเตลท์ไวรัส จะไม่สามารถตรวจดูขนาดที่แท้จริง ของโปรแกรมที่เพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากตัว ไวรัสจะเข้าไปควบคุม เมื่อมีการใช้คำสั่ง DIR หรือใช้โปรแกรมใดก็ตามเพื่อตรวจดูขนาดของโปรแกรม ก็จะแสดงขนาดของโปรแกรมเท่าเดิม ทุกอย่างราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ระบบปฏิบัติการ (Operating System)

ระบบปฏิบัติการ (operating system) หรือ โอเอส (OS) คือโปรแกรมที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมต่อระหว่างฮาร์ดแวร์ (Hardware) กับ ซอฟต์แวร์ประยุกต์ทั่วไปซึ่งทำหน้าที่รับข้อมูลจากผู้ใช้อีกที โดยจะทำหน้าที่ควบคุมการแสดงผล การทำงานของฮาร์ดแวร์ ให้บริการกับซอฟต์แวร์ประยุกต์ทั่วไปในการรับส่งและจัดเก็บข้อมูลกับฮาร์ดแวร์ และจัดสรรการใช้ทรัพยากรระบบ (Resources) ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยทั่วไประบบปฏิบัติการนั้น ไม่ได้มีแต่เฉพาะในคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่มีอยู่ในอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์หลายชนิด เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์พกพา พีดีเอ แท็บเล็ตต่างๆ โดยจะทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ และติดต่อกับผู้ใช้ผ่านโปรแกรมประยุกต์ (Application) ตัวอย่างของระบบปฏิบัติการในคอมพิวเตอร์ ได้แก่ Windows, Linux, Mac OS, Solaris, Ubuntu ส่วนตัวอย่างของระบบปฏิบัติการใช้มือถือได้แก่ Windows Mobile, iOS, Android เป็นต้น

โดยทั่วไปแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

------ Software OS เป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเครื่อง OS โดยส่วนใหญ่จะเป็น Software OS เนื่องจากสามารถปรับปรุง แก้ไข พัฒนาได้ง่ายที่สุด

------ Firmware OS เป็นโปรแกรมส่วนหนึ่งของคอมพิวเตอร์ ซึ่งก็คือ ไมโครโปรแกรม (Microprogram) ซึ่งเกิดจากชุดคำสั่งที่ต่ำที่สุดของระบบควบคุมการทำงานของ CPU หลายๆ คำสั่งรวมกัน การแก้ไข พัฒนา ทำได้ค่อนข้างยากและเสียค่าใช้จ่ายสูง

------ Hardware OS เป็น OS ที่สร้างจากอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ ทำหน้าที่เหมือน Software OS แต่เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของฮาร์ดแวร์ ทำให้การปรับปรุงแก้ไขทำได้ยาก และมีราคาแพง

หน้าที่ของระบบปฏิบัติการ

---1. ติดต่อกับผู้ใช้ (User Interface)

------เนื่องจาก OS ถูกสร้างขึ้นด้วยจุดประสงค์หลัก คือ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานแก่ผู้ใช้ โดยที่ผู้ใช้ ไม่จำเป็นต้องทราบการทำงานของฮาร์ดแวร์ ก็สามารถทำงานได้โดยง่าย ดังนั้น จึงต้องมีส่วนที่ทำหน้าที่ติดต่อกับผู้ใช้ ในลักษณะที่ง่ายต่อการใช้งาน

---2. ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์

------OS เป็นตัวกลางที่เชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้งานกับฮาร์ดแวร์ โดยผู้ใช้ ไม่จำเป็นต้องเข้าใจในการทำงานของฮาร์ดแวร์ ดังนั้น OS จึงต้องมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ต่างๆ เหล่านั้นแทนผู้ใช้ โดยจะมีส่วนประกอบเป็นรูทีนต่างๆ ซึ่งจะควบคุมอุปกรณ์แต่ละชนิด

---3. จัดสรรทรัพยากรในระบบ

------ในการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์นั้น จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรต่างๆ เข้าช่วย เช่น CPU หน่วยความจำ เป็นต้น และทรัพยากรเหล่านี้มีจำกัด จึงจำเป็นต้องมีการจัดสรรการใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด และทำให้การประมวลผลดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สัมผัสเทคโนโลยีจอแสดงผลในปี 2014



วันนี้ ทางเว็บไซต์มีจินตนาการทางด้านเทคโนโลยีจอแสดงผลมาฝากกันครับ ภายใตัหัวเรื่องว่า "Future of Screen Technology" เป็นการนำเสนอคลิปวิดีโอที่สร้างสรรค์โดย TAT (The Astonishing Tribe) บริษัทดีไซน์ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี และซอฟต์แวร์ในสวีเดนที่มักจะมีคลิปไอเดียเด็ดๆ ออกมาโชว์กันอยู่เสมอ

สำหรับ เทคโนโลยีจอแสดงผลแห่งอนาคตภายใต้แนวคิดของพวกเขาทีมองว่า ในปี 2014 จอแสดงผลที่จะเป็นพระเอกในยุคนั้นจะประกอบด้วยจอที่ยืดหดได้ (Stretchable screen) จอชนิดโปร่งใส (Transparent screen) มองทะลุผ่านไปยังฝั่งตรงข้ามได้ แม้ในขณะแสดงข้อมูลต่างๆ บนหน้าจอ (หรือกระจก) และ e-Ink ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของโต๊ะทำงาน และแน่นอนที่สุด จอเหล่านี้ใช้ระบบสัมผัสที่ทำให้คุณจับต้อง และแบ่งปัน (share) ข้อมูลได้ตามที่ต้องการ ดูแล้วเป็นไปได้สูงที่ในปี 2014 เราจะได้มีโอกาสใช้งานจอในลักษณะนี้บ้างเหมือนกัน









ระวัง!! ใครดู profile บน facebook คุณ


รายงานข่าวล่าสุด พบมัลแวร์บนเฟซบุ๊ค (Facebook) ที่ได้รับการออกแบบโดยใช้หลักจิตวิทยาพื้นฐานของมนุษย์ที่มักจะ"หลงตัวเอง" กับ"ความรู้สึกกังวล" ด้วยการอ้างว่า มันสามารถบอกเหยื่อได้ว่า มีใครบ้างที่ได้เข้าไปดูหน้า Profile ของคุณใน Facebook เพียงแค่นี้มัลแวร์ดังกล่าวก็สามารถแพร่กระจายไปตัวเองออกไปได้อย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่งแล้ว
ตามรายงานกล่าวว่า เหยื่อจะได้รับข้อความ "OMG ...I can't believe this actually works! Now you really can see who viewed your profile!" ซึ่งมาพร้อมกับ"ลิงค์"ที่เชื่อมโยงไปยังแอพฯหลอก เมื่อเหยื่อคลิกบนลิงค์ก็จะถูกพาไปยังหน้าเว็บที่ร้องขอให้ผู้ใช้ยอมให้แอพฯดังกล่าวเข้าถึงข้อมูล Profile ของเหยื่อได้

"กลอุบายในลักษณะนี้มักจะถูกใช้ในการหาค่านายหน้าของสแปมเมอร์ผู้อยู่เบื้องหลัง ซึ่งผู้ใช้ที่ตกเป็นเหยื่อมักจะไม่ได้ตระหนักถึงการเข้าถึงโพรไฟล์ เพื่อสแปมลิงค์โดยแอพฯเหล่านี้" Graham Cluley ที่ปรึกษาอาวุโสจาก Sophos "เมื่อเหยื่อคลิ้กให้แอพฯทำงานได้ พวกเขาก็จะพบว่า โพรไฟล์ของเขาตกเป็นเหยื่อที่ถูกใช้ในการนำไปหลอกเพื่อนๆ ด้วย ซึ่งข้อเท็จจริงที่ควรทราบก็คือ คุณไม่มีทางรู้หรอกว่า มีใครเข้าไปดูหน้าโพรไฟล์ของคุณบ้าง"
หลังจากที่แอพฯดังกล่าวโผล่ขึ้นไปใน Facebook ปรากฎว่า มีผู้ใช้ที่ตกเป็นเหยื่อด้วยการคลิกลิงค์ดังแล้วกว่า 60,000 รายภายใน 2-3 ชม.เท่านั้น Facebook กล่าวย้ำว่า ผู้ใช้ไม่ควรเชื่อเรื่องนี้ "บน Facebook ไม่มีทางที่จะเห็นได้ว่า ใครเข้ามาเยี่ยมชมหน้าโพรไฟล์ของคุณ เรายังได้มีการป้องกันด้วยวิธีต่างๆ เพื่อไม่ให้มีการทำงานในลักษณะนี้ได้อีกด้วย" ทาง Facebook ยังกล่าวอีกด้วยว่า ที่ผ่านมาทางบริษัทได้ทำงานอย่างหนักในการป้องกัน และกำจัดเว็บไซต์ หน้าเว็บต่างๆ ตลอดจนแอพฯที่อ้างว่า สามารถทราบข้อมูลดังกล่าวได้ ถ้าผู้ใช้พบคำอ้างลักษณะนี้ อย่าโดนหลอก และควรจะรายงานให้ Facebook ทราบทันที
ข้อมูลจาก ARIP
เครดิต : itexcite